เพื่อนสนิท

 

 

เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่เดือนมีนาคมแล้วนะคะทุกคน นั่นก็หมายความว่านักเรียนมัธยมอย่างพวกเราก็ใกล้จะปิดเทอมเต็มที หรือไม่บางคนก็อาจจะปิดเทอมไปแล้ว โดยสำหรับบางคน เมื่อได้ยินคำว่าปิดเทอมก็อาจจะดีใจที่ไม่ต้องไปโรงเรียนหรือทำการบ้านแล้ว และจะได้มีเวลาพักผ่อน เล่นเกม นอนอยู่บ้าน หรือไม่ก็ไปเที่ยวกับครอบครัว แต่ก็มีอีกหลายๆ คนที่รู้สึกตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ โดยเฉพาะชาวม.3 แล้วก็ม.6 ยิ่งใกล้ปิดเทอมมากขึ้นเท่าไหร่ คงจะยิ่งรู้สึกเหงาขึ้นทุกที เพราะนั่นหมายความว่าจะต้องแยกย้ายไปกันคนละทางกับเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกันมานาน นักเรียนม.3 ก็ไปกันคนละโรงเรียนหรือต้องย้ายห้องเลือกสายการเรียน ส่วนนักเรียนม.6 ก็ไปกันคนละมหาลัย บางรายก็ถึงกับย้ายไปอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด ต่างประเทศเลยก็มีแน่นอนว่ายังไง้...ยังไง มันก็ต้องมีใจหายกันบ้างแหละเนอะ ไม่ว่าจะกับเพื่อนคนไหนก็ตาม ก็เล่นอยู่ด้วยกันมาเป็นปีๆนี่นา จะไม่ให้ผูกพันได้ยังไง ยิ่งเป็นเพื่อนห้องเดียวกันก็จะยิ่งผูกพันมาก เพราะผ่านวีรกรรมบ้าบอด้วยกันมาเยอะ (ฮ่าๆไหนจะพากันโดดเรียนทั้งห้องบ้างล่ะ พากันแอบตั้งฉายาให้บรรดาคุณครูบ้างล่ะ (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะจ๊ะโดนด่า โดนตีด้วยกันทั้งห้องก็เคยมาแล้ว แถมเวลามีกิจกรรมห้องก็ต้องมาร่วมด้วยช่วยกันเสมอๆ หลายสิ่งที่ยกตัวอย่างมานี่แหละ ทำให้จากคนแปลกหน้าซึ่งจับพลัดจับผลูมาอยู่ห้องเดียวกัน เริ่มสนิทและกลายเป็นสามัคคีกันไปโดยปริยาย อาจมีทะเลาะกันบ้างไปตามประสา แต่ลึกๆ แล้วอยู่ห้องเดียวกันก็ต้องรักกันอยู่แล้วแหละเนอะ พอถึงวันที่ต้องจากกันขึ้นมาก็คงทำใจยากและต้องเสียใจหนักมากแน่ๆ

 


และคนที่จะทำให้เราเสียใจหนักกว่าก็คือเพื่อนสนิทนี่แหละค่ะ บางทีเราๆ ก็อาจจะมีเพื่อนที่สนิทจริงๆ แค่คนสองคน แต่บางครั้งก็อาจจะมีเป็นกลุ่มเป็นแก๊งขึ้นมาเลย ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ยังไงเราก็เชื่อนะว่าทุกคนคงต้องเคยมีเพื่อนสนิทกันมาบ้างแหละ เคยมีใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ที่พระเจ้าสร้างเราให้มาเป็นเพื่อนสนิทกัน เพราะพระเจ้ารู้ดีว่า ถ้าสร้างเราสองคนมาเป็นพี่น้องท้องเดียวกันล่ะก็ พ่อแม่คงรับมือไม่ไหวแน่ๆ ซึ่งนี่ถือเป็นคำกล่าวที่เราคิดว่านิยามคำว่าเพื่อนสนิทได้ดีมากๆ เลยล่ะค่ะ เราอาจจะทำตัวรั่วๆ กับเพื่อนในห้องได้บ้าง แต่สำหรับเพื่อนสนิทแล้วมันมากกว่านั้น เราสามารถเกรียนกับพวกมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ด้วยกันทีนี่เหมือนคนบ้าหลุดโลกกันเลยทีเดียว ฮ่าๆแต่นั่นก็เป็นเพียงนิยามอันตื้นเขินเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วคำว่าเพื่อนสนิทมีความหมายมากกว่านั้นเยอะค่ะ

 

 

 

เพื่อนสนิท คือ คนที่เราสามารถคุยได้ทุกเรื่อง

เพื่อนสนิท คือ คนที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่เวลาอยู่กับพวกมัน

เพื่อนสนิท คือ คนที่เราไม่ได้แค่สนิททางกาย ต้องสนิทใจด้วยเหมือนกัน

เพื่อนสนิท คือ คนที่คอยห่วงใยเรา เพื่อนสนิทคือคนที่ชอบทำให้เราเป็นห่วง

เพื่อนสนิท คือ คนที่คอยร่วมหัวเราะ เพื่อนสนิทคือคนที่คอยร่วมร้องไห้

เพื่อนสนิท คือ คนที่คอยแบ่งปันความสุขของเขาให้เรา และคอยแบ่งเบาความทุกข์ของเราไปใส่ตัวเขาเอง ฯลฯ

 

 

มีอีกหมื่นร้อยพันนิยาม ซึ่งเพื่อนสนิทหลายคู่หรือหลายกลุ่มก็คงไม่ได้เป็นเหมือนๆ กันไปซะทั้งหมด แต่แน่นอนว่าเพื่อนสนิททุกคู่หรือว่าทุกกลุ่มเนี่ยรักกันมากๆ ค่ะ และก็คงต้องรู้สึกโชคดีมากแน่ๆ ที่ได้มาพบกัน ได้มาใช้เวลาร่วมกันแบบนี้ และเพราะอย่างนั้นไงคะ เวลาต้องจากกันกับเพื่อนสนิท มันถึงเจ็บปวดนัก  เอาจริงๆ อย่าว่าแต่เพื่อนในห้องหรือเพื่อนสนิทเลยค่ะ แม้กระทั่งเพื่อนคู่กัดที่เราเกลียดมันนักหนา เถียงกันทุกวันอะไรแบบนี้ เชื่อไหมล่ะคะว่าพอไปอยู่คนละที่แล้ว จะรู้สึกโหวงๆแล้วก็คิดถึงมันบ่อยๆเลยล่ะ

 

 

 


แต่อย่างไรก็ตาม งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราเรารู้ว่าประโยคนี้เป็นอะไรที่คนใช้กันเกร่อมากจนมันอาจฟังดูเฉยๆ สำหรับคุณผู้อ่านไปซะแล้วเมื่อเราหยิบขึ้นมาพูด แต่เราก็ยังมองว่ามันเป็นประโยคที่จริงและใช้ได้อยู่เสมอ  คนเราเมื่อมีพบ ก็ต้องมีพรากจากกันไป และมันก็ถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่พวกเราทั้งหมดจะต้องเอ่ยคำลากับเพื่อนๆ มัธยมแม้ว่าจะไม่อยากก็ตาม งานเลี้ยงนี้ได้ดำเนินมาอย่างยาวนานสำหรับบางคนอาจจะสามปี บางคนหกปีหรือมากกว่านั้น จนเราๆ อาจเผลอลืมตัวสนุกจนเกินไป และไม่ทันทำใจเมื่อช่วงเวลางานเลิกมาถึงสำหรับตัวเราเองแล้ว เราคิดว่าสิ่งหนึ่งซึ่งเจ็บปวดที่สุดยามต้องจากลากับคนที่อยู่ด้วยกันมานานก็คือ เมื่อได้จากกันไปครั้งหนึ่งแล้ว กลับมาเจอกันอีกก็จะไม่ได้เป็นเหมือนเดิม เช่นเพื่อนบางคนอาจจะไปโมหน้ามาอะไรแบบนี้...ตึ่งโป๊ะไม่ใช่จ้า ไม่เหมือนเดิมในที่นี้คือความรู้สึกระหว่างเราค่ะ อาจจะเม้าท์มอยคุยกันร่าเริงได้อยู่ แต่เป็นกันไหม ลึกๆ แล้วจะไม่ได้รู้สึกเหมือนเดิม ไม่ได้รู้สึกสนิทใจอย่างที่เคยเป็น เพราะเมื่อห่างกันไป สายสัมพันธ์ที่เคยเหนียวแน่นก็จะค่อยๆหายไป มันจะแปลงร่างตัวเองกลายเป็นความทรงจำที่เหลืออยู่เป็นแค่ภาพเลือนรางในหัวเราแทนอาจยากสักนิดที่จะยอมรับ แต่มันก็เป็นความจริงที่น่าเศร้ามันไม่มีทางเลยที่คนเราจะสามารถทำอย่างที่เราเขียนไว้ในสมุด Friendship ได้ ไม่ว่าจะเป็น ‘จะไม่มีวันลืมเธอ’ หรือ ‘เพื่อนซี้กันตลอดไป’ สุดท้ายเมื่อเริ่มห่าง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทั้งนั้นแต่ว่าไม่มีอะไรที่เราทำได้เลยเหรอ...


 

จริงๆ แล้วมีนะคะ เป็นอะไรที่ทำง่ายมากๆ เลยด้วย นั่นคือการทำวันนี้ให้ดีที่สุด พยายามสร้างความทรงจำอันมีค่ากับเพื่อนๆ ให้ได้มากที่สุด ในยามที่ยังมีเวลา เพราะเมื่อแยกกันไป เราจะกลายเป็นแค่ความทรงจำหนึ่ง เป็นส่วนเล็กๆ ในชีวิตของเพื่อนเท่านั้น ถ้าเปรียบว่าชีวิตของเพื่อนหนึ่งคนเป็นหนังสือหนาพันหน้า เราก็คงเป็นแค่กระดาษสิบหน้าหรือยี่สิบหน้าที่อยู่ในนั้น เมื่อเรากับเพื่อนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังห่างกันไป ก็คงเหมือนเพื่อนได้เปิดหนังสือกลับมาหน้าเก่าๆ ที่เคยอ่านผ่านไปแล้วและไม่ได้กลับมาอ่านนานมาก แน่นอนว่ามันจะรู้สึกแปลกๆ ความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนอ่านครั้งแรกหรอกค่ะ แต่ถ้าหากว่าเรื่องราวบนหน้ากระดาษนั้นเป็นเรื่องราวที่ดีล่ะก็ เพื่อนก็คงรู้สึกดีตามไปด้วยทุกครั้งที่กลับมาอ่านหรือก็คือกลับมาเจอกันนั่นเอง แม้ว่าระหว่างเราต่างไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่แค่เห็นหน้ากันแล้วคิดขึ้นมาได้ว่า ‘จริงๆ ตอนนั้นมันเป็นความทรงจำที่ดีมากเลยนะ’ ก็ถือว่าน่ายินดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ  



คำว่าเพื่อนแท้...มีแค่ในมัธยม 

 

 

 

 

Credit : บทความ จากนิตยสาร สยาม เอ็ดตะโร ฉบับที่ 10 [ www.siamedtaro.com ]

แชร์ เรื่องเอ็ดตะโร

บทความ เอ็ดตะโร ล่าสุด

โคตรหยำ 10 อันดับตัวละครสุดอ่อนในโลกอนิเมะจากใจแฟนๆ ชาวญี่ปุ่น

3 คะแนนสอบพื้นฐาน จะสมัคร TCAS ต้องใช้

9 เทคนิคการเดาข้อสอบ ขั้นเทพ

Portfolio 10 หน้า มีอะไรบ้างมาดูกัน

 

 

 

 

 

สนับสนุนโดย

นิตยสารเผือกวงการศึกษาประเทศไทย

804 ซอยเพชรเกษม 88 แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160

Email : siamedtaro@gmail.com
Phone : 08-5151-0100

Design By Webunique

แบบฟอร์มติดต่อเรา