เขตห้องปกครอง ลองมั้ย

 


น้องๆเคยเข้าห้องที่เย็นๆกันมั้ย ห้องที่พอเดินเข้าไปปั๊ป แทบจะหายใจออกมาเป็นควันกันเลยอ่ะ  แหมมม พี่ก็เกินไป อุปมาอุปไมยไปหน่ะ  คือ มันเป็นห้องที่เข้าไปแล้วมีความรู้สึกเยือกเย็น ห้องที่เข้าไปแล้วทุกอย่างดูเงียบไปหมด ถ้าเข้าไปคนเดียวนี้ก็ว่าแย่แล้ว แต่ถ้าต้องเข้าเป็นหมู่คณะนี่ ยิ่งแย่มากกว่า น้องๆกำลังคิดว่านี่คือห้องพยาบาลใช่มั้ย ไม่ใช่เลย ไม่มีใครบาดเจ็บทางกายหรอกแต่คนที่ได้เข้าห้องนี้ส่วนใหญ่มักจะเข้าไปพร้อมกับการบาดเจ็บทางใจ แล้วออกมาแบบได้รับการเยียวยา ในรูปแบบของคำสั่งคำสอนการตักเตือน หรือการเชื้อเชิญญาติผู้ใหญ่บางคนของเราให้มาที่นี่ มาที่ห้องเย็นนี้


 

แท๊ แด มันคือห้องปกครองครับ .............

 

 

น้องเอ๊ย ชีวิตมัธยมมันจะฟินสุดๆ ถ้าน้องได้ลองเข้าห้องปกครองดูสักครั้ง ไม่ใช่ไปเช็ดโต๊ะ หรือเข้าไปเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันของคุณครูนะ หมายถึงเข้าไปได้ เพราะเราได้กระทำการบางอย่าง ซึ่งมันอาจจะผิดกฎระเบียบอะไรสักข้อของโรงเรียนนั่นแหละ ลองได้เข้าไปสักครั้งสิ แล้วจะรู้ว่ามันเติมเต็มเราสิ้นดี 555


 

ห้องปกครองมันเป็นห้องที่เหมือนมีพลังวิเศษอยู่นะ แม้แต่ตัวครูอาจารย์ก็คงจะรู้สึกได้เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ครูบางท่านที่เดินไปเดินมาอยู่ในโรงเรียนนั่นหน่ะ เรากล้าพูดเรากล้าชวนคุย หรือแซวกัน ล้อเล่นกันใช่ป่ะ แต่ถ้ามีครูคนไหนที่นั่งประจำอยู่ในห้องปกครอง ความรู้สึกมันเหมือนเรากำลังแซวตำรวจอ่ะ มันจะไม่กล้าไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน แล้วคุณครูที่อยู่ในห้องปกครองส่วนใหญ่ ก็จะมีลักษณะที่ดูคล้ายๆกันแทบจะทุกโรงเรียน นั่นคือ มีวาจาการพูดที่บาดใจเหลือเกิน มีลักษณะการเดิน การขยับตัวที่ดูมีอำนาจ ทุกการย่างกาย เหมือนพญาเสือที่จ้องตะครุบลูกไก่ป่าอย่างเราอยู่ตลอดเวลาแต่จริงๆแล้วมันคือภาพมายาแหละ เรากลัวเขาไปเอง เพราะรู้ว่าเขาทำงานในห้องปกครอง คือจิตใจมันระส่ำระส่ายไปหมดใช่ไหม

 

 

ห้องปกครอง พี่ว่าหลายคนส่วนใหญ่ต้องน่าจะเคยโดนเรียกกันเข้าไปทำอะไรกันบ้างแหละ เพราะอย่างน้อยๆทุกคนน่าจะเคยมาสายกันอย่างน้อยคนละครั้ง หรือไว้ผมยาวเกินระเบียบไปบ้าง ถึงห้องปกครองจะเป็นห้องที่ไม่ค่อยน่าเข้าไปเดินเล่นสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่ตัวพี่เองนั้นมีประสบการณ์ดีๆที่ได้จากการเข้าห้องปกครองพร้อมแม่มาครั้งหนึ่ง ซึ่งการเข้าห้องปกครองในครั้งนั้นทำให้ เหมือนกับว่าพี่กับแม่ได้มีความเข้าใจกันมากขึ้นด้วย โดยมีคุณครูในห้องปกครอง ซึ่งเราดูแล้วเขาไม่น่าจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือไม่น่าจะมีความสามารถในการพูดให้พี่กับแม่มีความเข้าใจกันได้ ซึ่งนั่นแหละมันเกิดจากการตั้งแง่ของตัวพี่เองที่มีต่อครูที่ทำงานอยู่ในห้องปกครอง ด้วยความที่ครูที่ทำงานในห้องปกครอง เหมือนมีหัวโขนบางอย่างครอบเอาไว้ หัวโขนนี้ทำให้ทุกคนเกรงใจ เกรงกลัวกันไปหมด ทั้งๆที่ถ้าคุณครูเหล่านั้นเดินออกมานอกห้อง ก็เป็นเพื่อนที่น่ารักของกลุ่มคุณครูด้วยกันเอง เป็นแม่ที่นิสัยดีของลูก หรือเป็นลูกที่นิสัยดีของพ่อแม่ของเขานั่นเอง เพียงแต่ว่าแค่คำว่าห้องปกครองคำเดียวนั่นแหละเมื่อมันไปครอบคลุมอยู่ที่ใดก็ตาม ก็เหมือนกับว่าสิ่งนั้นก็จะดูมีพลังมีอำนาจทำให้เราเกรงกลัวไปหมดได้ 

 

 

 

 


ห้องปกครองนั้นมันเหมือนกับการจำลองสังคมข้างนอกให้กับเราได้เห็นภายในโรงเรียนเลยนะ เพราะในสังคมจริงมันไม่มีห้องปกครองไง ถ้าเราทำผิด เราทำตัวแย่ทำตัวไม่ดีในสังคมภายนอก เราจะได้ไปที่โรงพัก ใช่ป่ะ ไปพูดคุยไปเคลียร์ไปเสียค่าปรับหรือไม่ก็โดนจับใช่มั้ย ห้องปกครองคือภาพเล็กที่สุด ที่ถูกจำลองมาของสังคมจริงๆ ซึ่งพี่ว่ามันดีมาก

 

เพราะในโรงเรียนถ้าเราเริ่มที่จะทำผิด หรือเริ่มที่จะออกนอกลู่นอกทาง ห้องปกครองก็จะคอยตบคอยเขี่ย ให้เรากลับเข้ามาอยู่ในลู่ในทางได้ เพราะภูมิต้านทานเรายังมีน้อยจนเกินไป ถ้าไม่มีห้องปกครองคอยตบคอยเขี่ยแบบแรงๆแล้ว เราอาจจะหลุดออกไปไกลเลยก็ได้นะ สังคมจริงๆที่ไม่มีห้องๆนี้อีกแล้ว ไม่มีคนคอยให้คำปรึกษาคอยว่าเราอีกแล้ว มันก็คงจะเหลือแค่โรงพักอย่างเดียวแล้วแหละ ที่มีเอาไว้ทำหน้าที่คอยตักเตือน คอยจับตาดูผู้คนหรือเรื่องราวในสังคมใช่ป่ะ เพราะฉะนั้นส่วนดีที่สุดของห้องปกครองก็คือ มันจำลองภาพโรงพักไว้ในโรงเรียนให้กับเรา ทำให้เราได้เรียนรู้ ถึงการอยู่ในกรอบอยู่ในกฎเกณฑ์บ้าง

 

 

 

"ซึ่งจริงๆแล้วนะ พอพูดถึงนาทีนี้พี่รู้สึกว่าพี่รักมันนะ ห้องปกครองเนี่ย"

 

 

บางทีเราอาจจะนึกรู้สึกรำคาญมันบ้าง ว่าเฮ้ยทำไมครูในห้องปกครองถึงได้เฮี๊ยบขนาดนี้ ทำไมต้องมานั่งมอง นั่งจ้องกับทรงผมซึ่งยาวมากกว่าคนอื่นแค่ไม่กี่เซนติเมตร หรือกระโปรงที่ยาวกว่ามาตรฐานไปแค่หน่อยเดียวเท่านั้น แน่นอนถูกต้องทุกๆคนก็มีสิทธิ์จะคิดแหละ แต่โรงเรียน ก็มีกฎเกณฑ์ของแต่ละโรงเรียน ในเมื่อเราเข้ามาแล้วเราก็ต้องยอมรับ ในกฎข้อนี้ว่าเราจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของเขา ก็อย่างที่บอกแล้วว่านี่คือภาพย่อยที่สุด ภาพเล็กที่สุดของสังคมจริงๆ ถ้าเราเข้าใจ อยู่ได้อยู่เป็น กันตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ในโรงเรียน พี่ว่าน้องก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมได้แบบสบายใจไม่อึดอัดนะ เพราะต่อให้น้องหนีเข้าไปอยู่ในป่า จำไว้ว่าในป่ามันก็ยังมีกฎของป่าอยู่ มันก็ยังมีสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคอยปกครองอยู่ดีนั่นแหละ แม้แต่ที่ๆเราคิดว่าเราอยู่แล้วสบายใจที่สุดเป็นตัวของตัวเองที่สุด เช่นในบ้านของตัวเอง ก็ยังมีแม่ที่เป็นผู้ปกครองของเราอยู่ดีแหละ คอยเป็นคนที่คอยว่า คอยตักเตือนเราอยู่ดี เราหนีไม่ได้หรอกครับ กับการที่จะถูกจับตามอง การถูกบังคับให้อยู่ในกฎในระเบียบ เอาจริงๆเมื่อเรากำลังจะทำความผิดหรือเริ่มที่จะหลงไปในทิศทางที่ไม่ดี

 

พี่ว่าดีจะตายครับที่มีคนคอยตักเตือน ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนคอยเตือนเราแล้ว อยากจะทำอะไรก็ได้ ได้เป็นอะไรอย่างที่น้องอยากจะเป็นจริงๆ เราจะคิดถึง คนที่คอยเตือนเรามาตลอดนะครับ

 

 

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่อยากให้น้องคิดตามก็คือ เด็กที่เฮี๊ยวๆกัน เด็กที่ดื้อๆกัน เมื่อเรียนจบกันไปแล้วส่วนใหญ่ เมื่อกลับมา มักจะมีเป้าหมายเพื่อกลับมาไหว้ครูอาจารย์ในห้องปกครอง และมักจะคิดถึงครูในห้องปกครองกันที่สุด และสุดท้ายก็มักจะเป็นลูกศิษย์ที่น่ารักกันไปตลอดกาลของครูที่อยู่ในห้องปกครองนะครับ ซึ่งความรู้สึกที่เราคิดได้เนี่ย มันมักจะเกิดขึ้น หลังจากที่เราผ่านชีวิตไปพักนึงแล้ว ได้เรียนรู้ สังคมจริงๆมาพักนึงแล้ว แล้วตอนนั้นเราก็จะเริ่มคิดได้พร้อมๆกันว่า การได้อยู่ ภายใต้การปกครองของเรื่องดีๆนั้น หรือการได้อยู่ภายใต้การปกครองของคนดีๆนั้น นั่นมันเป็นสิ่งที่ดีงามมากๆเลย


 

 

 

Credit : บทความ จากนิตยสาร สยาม เอ็ดตะโร  [ www.siamedtaro.com ]

 

แชร์ เรื่องเอ็ดตะโร

บทความ เอ็ดตะโร ล่าสุด

เป็นกระเทย ที่แอบชอบ เพื่อนสนิท

7 วิธี ลองทำตาม รับรองเรียนเก่งแน่นอน

สิงคโปร์ยกเลิก “การสอบ” ให้เด็กโฟกัสการเรียนรู้ ไม่ใช่แข่งขัน

ครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชายต้องบวชให้ได้อย่างน้อย 1 พรรษา

 

 

 

สนับสนุนโดย

สยาม เอ็ดตะโร

804 ซอยเพชรเกษม 88 แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160

Email : siamedtaro@gmail.com
Phone : 08-5151-0100

Design By Webunique

แบบฟอร์มติดต่อเรา