หนังสือรุ่น เรื่องวุ่นๆของห้องเรา

ปิดเทอมใหญ่ของ ม.ปลาย .... เป็นเหมือนช่วงเวลาของการจากลาของความสัมพันธ์


ในบางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะเลิกกับแฟน และในบางครั้งก็รู้สึกเติบโต

รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะได้ก้าวไปในทางใหม่ๆ ไปพบเจออะไรใหม่ๆ

ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ เพื่อนใหม่ คนที่เราจะได้รักแบบใหม่ๆ 

 

 

 

 

 

 

ตอนที่เราเข้าไปเรียนครั้งแรกในโรงเรียนมัธยม เราก็มักจะนึกข้ามไปถึงตอนที่เราเรียนในมหาวิทยาลัยกันเลย มันเหมือนภาพมันตัดข้าม ไปเฉยๆว่าตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยเราจะทำอะไรกันนะ เราจะแต่งตัวแบบไหน เราจะดู Cool แค่ไหน เราจะเก๋ๆกันเพียงใด เปรี้ยวบ้างมั้ย หล่อกันบ้างหรือเปล่า แต่เรามักจะลืมช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อระหว่างมัธยมปลายกับมหาวิทยาลัยไป นั่นคือ ช่วงเดือนท้ายๆของการเรียน .ปลาย แม้ว่าผมจะพูดถึงม.ปลาย แต่ความรู้สึกก็คงไม่แตกต่างจาก เด็กม.ต้น ที่ต้องเรียนจบออกไปหรอกเนอะ 

 

 

ในช่วงเวลาสุดท้าย เดือนท้ายๆของการเรียน .ปลายนั้น ดูๆแล้วก็น่าจะแบ่งกลุ่มนักเรียนได้อยู่ 2 ประเภท คือ กลุ่มที่ยังคงเคร่งเครียดกับการเรียนเหมือนเดิม เพราะต้องการที่จะเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย และอีกกลุ่ม คือ พวกที่เริ่มไปโรงเรียนเพื่อที่จะไปเล่น ไปสนุกสนาน จดจำความรู้สึกต่างๆกับเพื่อนให้ได้มากที่สุด 

 

คือความรู้สึกมันเหมือนเป็นช่วงสุญญากาศอ่ะ เหมือนกับว่า เราแค่รอให้ จบม.6 ไปเฉยๆ ช่วงนี้เราจะเห็นว่าหลายๆคนจะพกกล้องถ่ายรูปมาบ่อยๆ หลายๆคนพกกีตาร์มาโรงเรียนมากกว่าปกติ หลายคนอยากจะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น กลับบ้านเย็นขึ้น เราเริ่มถ่ายรูปต่างๆเก็บไว้มากขึ้น เริ่มมีการถ่ายรูปแบบจริงจังบ้าง ไม่จริงจังบ้าง บ้าบอแต่แอบแฝงความเศร้าเอาไว้บ้าง หลายๆคนนั้นก็พึ่งจะมาเปิดใจกันในช่วงท้ายๆของการเรียน บางคนที่ไม่ชอบหน้ากันมาหลายปี ก็มาดีกันตอนนี้ซะอย่างนั้น คนบางคนที่แอบชอบกันมาตั้งนานก็เลยมีโอกาสให้ดอกไม้ หรือว่าได้พูดความในใจอะไรบางอย่างต่อกัน

 

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนยังคงทำมันอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะผ่านกันมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม นั่นคือ การทำหนังสือรุ่น” 


 

หนังสือรุ่นนอก จากจะบอกว่าใครอยู่ห้องไหน หน้าตาเป็นแบบไหนแล้วนั้น มันจะถูกเก็บไว้ และบ่อยครั้งที่เราเอามานั่งดู นั่งนึกและคิดถึงกัน ยิ่งเวลาผ่านไปนานๆ เราจะได้เห็นใบหน้าเพื่อนๆ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หรือ อาจจะ 20-30 ปี ซึ่งพอเราได้เห็นหน้าเราได้เห็นหน้าเพื่อนตอนสมัยเรียน มันจะทำให้เราอดขำกันไม่ได้ทุกที

 

  

ความรู้สึกของการถ่ายหนังสือรุ่นมันดีนะ ได้เรียกเพื่อนๆทุกคนมารวมกลุ่มกันถ่ายรูป ได้ทำหน้าทำตา แอ้บนิ่ง แอ้บขึงขัง แอ้บแบ้ว นี่ยังไม่รวมการได้ถ่ายคู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาที่รักของพวกเรา เพื่อเอาไว้ใช้ลงในหนังสือรุ่นแบบเป็นการเป็นงานกันซักหน้านึง แต่ก็แค่หน้าเดียวต่อห้องแหละ เพราะจะมีอีกหลายหน้า ที่พวกเราจะครีเอท สร้างสรรค์กันออกมาแบบเต็มที่ ไปเลย หลายๆห้องก็ทำเป็นเรื่องราว บางกลุ่มก็จะไปถ่ายตรงมุมที่นั่งกันอยู่ เป็นประจำ เพื่อที่จะได้เอาไว้ ระลึกถึงว่าตอนที่เราเรียนอยู่ด้วยกันนั้น ที่ตรงนี้ คือ ที่สิงสถิตของพวกเรามาตลอด หรือว่าตรงมุมหลังอาคารเรียนตรงนี้ คือที่ๆพวกเรามารวมกลุ่ม นั่งเล่นเปตองกัน ตรงห้องน้ำนี้ที่พวกเราชอบมาแต่งหน้า ทำผมก่อนจะขึ้นไปเรียน เรียกง่ายๆ คือ ทุกคนต้องการสร้างแลนด์มาร์คของกลุ่มตัวเองกัน นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

เพราะทุกๆที่ในโรงเรียนมันมีความหมายเสมอ ....

อยู่ที่ใครจะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวตนของเรา

ได้ไปสิงสถิตอยู่ในมุมไหนหรือซอกหลืบไหนของโรงเรียนกัน

 

 

 

 

บางคนก็ใช้วิธีแต่งคอสเพลย์สร้างเนื้อเรื่องขึ้นมากันอย่างสนุกสนาน บางคนก็สร้างภาพถ่ายในมุม อบอุ่น บางคนก็ช่วยกันแต่งกลอน ไม่ก็แต่งเพลง ก็แล้วแต่ว่าอยากจะสร้างสรรค์รูปแบบใดกันออกมา บางคนอุทิศช่วงเวลาในเดือนท้ายๆของการได้อยู่ในโรงเรียนมัธยมไปกับการทำหนังสือรุ่นอย่างเดียวเลยก็มีนะ เรียกง่ายๆคือเราจริงจังกันมากๆเลยแหละ เพราะมันเป็นหน้าเป็นตาของแต่ละห้อง แต่ละกลุ่มใช่มั้ย เวลานี้แหละที่เราจะได้มาช่วยกันครีเอทให้สุดๆไปเลย บางคนแอบใช้หนังสือรุ่นเป็นที่บอกความในใจ หรือใช้บอกรักกันแบบข้ามห้องก็มีนะ บางคนก็ใช้หนังสือรุ่นถือโอกาสในการบอกขอโทษใครก็มี หนังสือรุ่นในสมัยก่อนนั้น จะใส่เบอร์โทรศัพท์บ้าน ใส่ ที่อยู่เอาไว้ วันเวลาผ่านไปถ้าเราคิดถึงเพื่อนๆก็อาจจะ โทรไป หรือไปหาที่บ้าน ไปเจอเพื่อนเก่ากัน แต่มาใน สมัยนี้ ที่อยู่คงไม่จำเป็น ขอแค่มีอีเมล มีไลน์ มีเฟสบุค ก็สามารถติดต่อกันไปได้ตลอดทั้งชีวิตอยู่แล้ว 

 

 

สำหรับวัยรุ่นหัวสมัยใหม่หน่อยอาจจะมองว่าหนังสือรุ่นเป็นเรื่องไม่จำเป็นอีกแล้วก็ได้ เพราะการที่จะมานั่งถ่ายรูปและก็ตัดแปะภาพต่างๆลงไป (สำหรับหนังสือรุ่นในบางทีนะ)แล้วพิมพ์ออกมาขายกันนั้นเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างล้าสมัย ในยุคที่ตัวหนังสือทุกอย่างนั้น สามารถถูกอ่านผ่านหน้าจอแบนๆได้แล้ว แต่ว่ามันคลาสสิคจริงๆนะเวลาเราจะเปิดหารูปใครซัก คนในหนังสือรุ่นหน่ะ เราจะรู้เลยว่าบรรยากาศเก่าๆ มันพุ่งออกมาได้แรง มากกว่ารูปที่เป็นไฟล์ JPG ในคอมพิวเตอร์อ่ะ

 

 

ความหมายของหนังสือรุ่นในแต่ละรุ่นนั้นก็ย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น Theme ลูกเล่นหรือบรรยากาศต่างๆ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าคนที่รับผิดชอบในการทำหนังสือรุ่นนั้นจะสามารถครีเอทสร้างสรรค์อะไรกันออกมากัน แต่ความหมายของความเป็นหนังสือรุ่นจริงๆนั้นมันอยู่ในใจของทุกคนอยู่แล้ว จริงๆไม่จำเป็นจะต้องมีหนังสือรุ่นก็ได้ แต่ถ้าวันนึงผ่านไป วันหนึ่งในอีก 15 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้า ในบ่ายวันหนึ่งช่วงขณะที่เรากำลังจัดบ้านหรือเก็บรวบรวมหนังสือเพื่อลงใส่ไปกล่องต่างๆ แล้วสายตาเราไปเห็นหนังสือเล่มเก่าๆเล่มนึงที่เราหลงลืมไปแล้วนั้น เชื่อผมเหอะทุกครั้ง ที่เราเห็นมัน เราจะเปิดมันออกมาอ่านทุกครั้งไป  เพราะหนังสือรุ่นมันเก็บ เรื่องราวและชีวิตในช่วงวัยหนุ่มสาวของเราสรุปรวมเอาไว้ในนั้นด้วย เทคนิคกระดาษอาร์ตมันแบบเชยๆนั่นแหละ

 

 

เพียงแค่เราเปิดหนังสือรุ่นเล่มนั้นออก ภาพช่วงเวลาเก่าๆก็จะพุ่งออกมาหาเราในทันที เหมือนความสัมพันธ์ของเพื่อนเก่าๆของเรานั่นแหละ วันนึงเมื่อเราเติบโตขึ้นเราก็จะเจอเพื่อนใหม่ จะสนใจใส่ใจแต่คนใหม่ๆ แล้วบางทีเราก็หลงลืมเพื่อนในรุ่นเก่าๆ ไป

 

 

 

 

เพื่อนก็เหมือนหนังสือรุ่นเก่าๆแหละ ...

ก็แค่รอเราเข้าไปเปิดอ่านเรื่องราวเก่าๆเหล่านั้น

ถ้าเรายังคิดถึงมันเสมอ

มันก็จะยังคงใหม่เสมอเหมือนกันตลอดไป 

 

 

 

 

 

 

ติดตามบทความอื่นๆของสยาม เอ็ดตะโร ได้ที่  [ www.siamedtaro.com ]

 

 

แชร์ เรื่องเอ็ดตะโร

บทความ เอ็ดตะโร ล่าสุด

เป็นกระเทย ที่แอบชอบ เพื่อนสนิท

7 วิธี ลองทำตาม รับรองเรียนเก่งแน่นอน

สิงคโปร์ยกเลิก “การสอบ” ให้เด็กโฟกัสการเรียนรู้ ไม่ใช่แข่งขัน

ครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชายต้องบวชให้ได้อย่างน้อย 1 พรรษา

 

 

 

สนับสนุนโดย

สยาม เอ็ดตะโร

804 ซอยเพชรเกษม 88 แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160

Email : siamedtaro@gmail.com
Phone : 08-5151-0100

Design By Webunique

แบบฟอร์มติดต่อเรา