มัธไลฟ์ แฟชั่นในแบบมัธยม

 

สวัสดีจ้าน้องๆทั้งหลาย พบกันในฉบับใหม่อีกแล้วนะจ๊ะ กับพวกเราสยามเอ็ดตะโรวันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของแฟชั่น เสื้อผ้าการแต่งตัว ของเด็กวัยทีนอย่างพวกเรานี่แหละจ้า  วัยทีนคืออะไร ฝรั่งเค้าบอกกันว่าคำว่าวัยทีนน่าจะอยู่ในช่วงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 13 ถึง 19 ปีเพราะมีคำว่า teen อยู่ในนั้น เช่น Thirteen ไปจนถึง Nineteenนั่นเอง ซึ่งฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลดีครับ ช่วงเวลาอายุเท่านี้ของพวกเราจะเป็นช่วงเวลาของการแสวงหาตัวตน หาไลฟ์สไตล์ คำว่าไลฟ์สไตล์นั้นมันก็สะท้อนออกมาจากทุกสิ่งที่เราทำเช่น การอ่านหนังสือ การใช้เวลาว่างของพวกเรา การเดินห้างการชอบดูหนัง การฟังเพลงอะไร รวมไปถึงเสื้อผ้าการแต่งตัวและทรงผมด้วย 

แน่นอนว่าในช่วงวัยอายุประมาณนี้การแต่งตัวก็จะมีผิดพลาดอยู่บ่อยๆแหละ เช่นปัจจุบันนี้ของผมถ้าให้เปิดภาพย้อนดูรูปเสื้อผ้าในช่วงวัยรุ่นที่ผมใส่ ทรงผมเก่าๆที่ผมเคยตัดนั้น พูดตรงๆมึงเอามีดมาทิ่มคอกูเลยดีกว่า คือเห็นตัวเองก็รับไม่ได้แหละว่าตอนนั้นทำลงไปได้ยังไง แต่เดี๋ยวน้องก็จะรู้สึกเหมือนพี่นี่แหละ 555+ คือตอนที่ทำตอนนี้เป็นคูลดีมันเท่ดีนะ ก็เหมือนแฟชั่นรุ่นพ่อเราอ่ะแหละ เพราะอะไร ทำไมตอนนั้นเขาใส่เสื้อผ้ากันแบบนั้น ให้พวกเราดูพวกเราก็ยังขำเลย มันเป็นเรื่องของช่วงเวลาครับ เวลาของใครเวลาของมัน เช่นตอนนี้เสื้อผ้าที่น้องใส่ เอาง่ายๆ ตอนนี้น้องอาจจะรู้สึกว่ามัน คูลสุดๆ ฮิปสเตอร์มากๆมันแนวชะมัด แต่ผ่านไป 10 ปีข้างหน้าเสื้อผ้ามันก็เปลี่ยนไปแล้ว 

แม้แต่น้องเองใน 10 ปีข้างหน้าก็ต้องเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน วันนี้เราก็จะมาคุยกันถึงเรื่องเสื้อผ้าและแฟชั่น ของน้องๆในวัยมัธยมกันนะครับ น้องๆมัธยมมักจะมีไอดอลที่ค่อนข้างแรงกล้าและทรงอิทธิพลในทางความคิดนะครับ คำว่าไอดอลที่พวกเรานับถือนั้นมันจะสะท้อนเข้าไปในจิตวิญญาณของพวกเราค่อนข้างแรงกว่าทุกช่วงวัยเลยแหละ ถ้าคนที่น้องชอบมากๆ ตัดผมครึ่งนึงเป็นหน้าม้า อีกครึ่งนึง เป็นทรงผมยาวธรรมดาก็มีโอกาสสูงนะว่าน้องจะทำ เพราะเรามีความกล้าและก็ยังอยู่ในวัยลองผิดลองถูกด้วยเมื่อไม่นานมานี้เคยเห็นมีแฟชั่นตัวนึงเข้ามาใน ประเทศไทยแถวๆช่วงสยามนะ เข้ามาแป๊บเดียวเองแล้วก็จากเราไปด้วยเวลารวดเร็วมากๆนะ นั่นคือใส่กางเกงขาสั้นข้างนึงอีกข้างนึงเป็นกางเกงขายาว ??? 

คือมันแปลกมันแรงมากนะ แต่มันไม่น่าทำตาม  มันจุดไม่ติด แต่แฟชั่นไม่มีผิดไม่มีถูกมันเป็นเรื่องของความมั่นใจล้วนๆ ผมชอบมากๆเลยนะเด็กที่แต่งตัวแปลกๆเด็กที่แต่งตัวไม่เหมือนพระเอกมิวสิควีดีโอไม่เหมือนนางเอกละครน่ะ หมายถึงแต่งเป็นตัวเองจริงๆด้วยเสื้อผ้าที่ไม่แพงด้วย คนพวกนี้น่านับถือแล้วก็มีจุดยืนที่ชัดเจน ในขณะที่คนบางคนต้องค่อยไล่ตาม เสื้อผ้า collection ใหม่ๆจากร้านเสื้อผ้าดังๆไปตลอด ซึ่งนั่นจริงๆก็ไม่ผิดเหมือนกันนะ เดี๋ยวนี้เราสร้างสไตล์ของตัวเองกันขึ้นมาได้ง่ายมาก แล้วใช้เวลาเร็วด้วยนะ ถ้าน้องเดินออกจากบ้านแบบโง่ๆเลยอ่ะคิดไม่ถูกจริงๆว่าเราจะทำยังไงให้ตัวเราดูเป็นเด็กร็อคดีนะ มันจะมีวิธีนะครับให้น้องกำตังค์ไปประมาณนึง เดินเข้าร้านเสื้อผ้าที่ขายเสื้อผ้าแนวร็อค 15 นาทีต่อมาน้องก็จะกลายเป็นเด็กร๊อคแล้วครับ สำเร็จรูป ไว และดูมีแนวเลยทันที หรือถ้าน้องอยากจะเป็นฮิปสเตอร์ ก็เข้า ig ของพวกเด็กที่ขายเสื้อผ้าแนวนั้นครับนั่งรอเสื้อผ้า 2 วันน้องก็ได้ฮิปสเตอร์ ตั้งแต่หัวจดเท้าแล้วนะครับ

แต่ถามว่าจิตวิญญาณมันจะอยู่ที่ไหนล่ะ ในเมื่อก็อย่างที่บอกแล้วว่าเสื้อผ้ามันสะท้อนตัวตนถ้าน้องหยิบฉวยอะไรที่คนดังๆเอามาใส่และเอามาแปะไว้ตามตัว แล้วตัวตนของน้องคืออะไรล่ะ 

ในขณะที่เด็กบางคนเดินเสาะแสวงหาเสื้อผ้า ตัวที่มองเห็นแล้วรู้สึกเป็นเนื้อคู่กันแบบสุดๆและก็ได้มาด้วยราคาที่ไม่แพง ถึงแม้จะไม่มีใครรู้จักเพราะมันอาจจะเป็นของไม่มียี่ห้อด้วยซ้ำ แต่ว่าเสื้อผ้าแบบนั้นมันสะท้อนตัวตนของเขาแบบชัดเจน ว่าฉันคือใครและมันเป็นของตัวเราจริงๆ 

พี่อยากให้น้องทุกคนเป็นแบบนั้นนะ ก็ไม่ได้แอนตี้การแต่งตัวตามแนวทางที่เค้านิยมกันนะ เพียงแต่ว่า อยากจะให้น้องๆชัดเจนในสิ่งที่น้องเป็นอยู่กันทุกคน ไม่ใช่ว่าอะไรมาเราก็ต้องรับทั้งหมดใช่ไหม ไม่งั้นไมลีย์ไซรัสใส่ชุดว่ายน้ำร้องเพลงแบบนั้น น้องเอามาใส่เดินห้างกัน พี่ว่ามันจะลำบากยามเปล่าๆนะ แฟชั่นบางทีมันก็ดูกระดากนะ แต่เราจำเป็นต้องใส่ ก็อย่างที่บอกไป เพราะมันเป็นแนวทางและคือความชัดเจนของเรา เช่นบางทีเราอาจจะใส่เสื้อนอกเสื้อแจ็คเก็ตที่โคตรเท่โคตรเจ๋งเลย ใส่ไปที่ไหนใครๆก็ต้องมองเพราะมันสวยมาก ปัญหาเดียวของเราคือ ประเทศไทยอยู่ในเขตเมืองร้อนเวลาใส่มันจะร้อนมากๆๆๆๆ  แต่ไม่มีปัญหาอยู่แล้วถ้าน้องมั่นพอ แล้วถ้ามีเพื่อนๆในกลุ่มที่แต่งตัวคล้ายๆกันแบบนี้ด้วย น้องจะใส่เดินจตุจักรในวันที่อากาศ 36 องศา หรือเดินในเหมืองตอนถลุงแร่ก็ได้นะครับ มันก็เรื่องของน้อง 

การแต่งตัวมันเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคล ตัวพี่เองเคยแต่งตัวแบบทุกอย่างมาหมดแล้ว พี่เคยใส่ผ้าถุงเดินห้างด้วยซ้ำ เพราะว่าเพื่อนท้า ต่อมาจึงรู้สึกว่า มันงี่เง่ามาก เราควรจะหล่อไม่ควรที่จะดูตลกนี่หว่า 

น้องๆในยุคนี้ทุกคนที่มองว่าแต่งตัวเป็นกันมากขึ้นนะครับ เพราะว่ามีตัวอย่างการแต่งตัวให้หาดูกันได้แบบง่ายๆ เช่นใน ig ในอินเตอร์เน็ตใน facebook ในซีรีย์ต่างๆในขณะที่เด็กยุคพี่ อยากจะดูเสื้อผ้าการแต่งตัวนั้นก็ต้องซื้อหนังสือมาอ่านเอา ต้องดูแนวทางจากมิวสิควีดีโอต่างประเทศ คือมันจะต้องชัดมากๆเลย แต่น้องๆยุคนี้น่าอิจฉามากแต่งตัวกันได้ง่ายๆ อยากจะได้อะไรก็เพียงแค่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์และก็นั่งรออยู่ที่บ้าน ไม่ต้องเสาะแสวงหาเหมือนพวกพี่ๆ ยุคผมเดินจนเหงื่อหล่นเป็นปี๊บนะครับกว่าจะได้เสื้อตัวที่ถูกใจจากจตุจักรมาสัก 1 ตัวเนี่ย แต่มันก็เป็นเรื่องของช่วงเวลาใครช่วงเวลามัน แฟชั่นไม่มีผิดไม่มีถูก 

อยากให้น้องๆ ทุกคนทำตัวเหมือนเสื้อผ้าครับ คือทำอะไรให้มันดูกาลเทศะดูสถานการณ์ด้วย ต้องชัดเจนในชีวิตเหมือนเสื้อผ้าที่เราใส่แหละ ไม่ใช่ว่าเอาอะไรมาสวมปุ๊บแล้วเราก็จะเป็นแบบนั้นได้เสมอไปหรอก แล้วเดี๋ยวอีกหน่อยชีวิตมันจะบอกเราเองแหละว่าการเป็นตัวของตัวเองนั้นมันสำคัญมากขนาดไหน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของน้องๆแต่งตัวกันให้สนุกสนานอยากทำอะไรจงทำไปเถอะ การแต่งตัวไม่ได้ทำให้เราดูโง่ลงในห้องเรียนนะครับ จะแต่งตัวชุดบ้าบอ หรือ หล่อ เนี๊ยบ สวยขนาดไหน น้องก็ยังเรียนดีได้เหมือนเดิม ให้แยกจากกันให้ออกก็พอ 

ไว้ว่างๆพี่จะไปเดินดูน้องน้องแต่งตัวกันบ้างนะครับ ว่าเด็กยุคนี้แต่งตัวกันยังไง น่าอิจฉาแค่ไหน หรือว่าเห็นแล้วพี่ควรจะเบ้ปากมองบน แล้วก็บอกกับตัวเองเบาๆว่าดีนะกูไม่เกิดยุคนี้ 555 

พบกันใหม่นะครับน้องๆสวัสดีจ้า…..

Credit : บทความ จากนิตยสาร สยาม เอ็ดตะโร ฉบับที่ 9 [ www.siamedtaro.com ]

 

แชร์ เรื่องเอ็ดตะโร

บทความ เอ็ดตะโร ล่าสุด

โคตรหยำ 10 อันดับตัวละครสุดอ่อนในโลกอนิเมะจากใจแฟนๆ ชาวญี่ปุ่น

3 คะแนนสอบพื้นฐาน จะสมัคร TCAS ต้องใช้

9 เทคนิคการเดาข้อสอบ ขั้นเทพ

Portfolio 10 หน้า มีอะไรบ้างมาดูกัน

 

 

 

 

 

สนับสนุนโดย

นิตยสารเผือกวงการศึกษาประเทศไทย

804 ซอยเพชรเกษม 88 แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160

Email : siamedtaro@gmail.com
Phone : 08-5151-0100

Design By Webunique

แบบฟอร์มติดต่อเรา