กีฬาสี มหกรรมความแตกแยกแลกขนมปี๊บ

วัยรุ่นสมัยนี้มักจะฮิตเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆกันมาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, หรือ Twitter ซึ่งไม่ว่าจะเล่นแอพไหนกัน แต่ละคนก็น่าจะเคยเห็นสิ่งนี้ถูกแชร์กันผ่านไทม์ไลน์กันมาบ้างใช่ไหมล่ะคะที่เขาว่ากันว่า

 

กีฬาสีก็เหมือนกับเป็นมหกรรมความแตกแยกแลกขนมปี๊บ

 

ยิ่งช่วงนี้หลายๆ โรงเรียนก็เริ่มเข้าสู่ช่วงกีฬาสีกันแล้วหรือไม่ก็เพิ่งผ่านมาด้วย อย่างตัวเราเองพอมีกีฬาสีทีไรจะอดนึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาไม่ได้เลยค่ะ

 

เราเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเข้าใจความหมายของคำนี้กันอยู่ บางคนก็เข้าใจไปในเชิงขำขัน เหมือนมุกมุกหนึ่งที่ผ่านหน้าไทม์ไลน์มาให้หัวเราะสักห้าวิ แล้วเราก็เลื่อนไทม์ไลน์ดูอย่างอื่นต่อ แต่ความหมายจริงๆของคำนี้มันคืออะไรกันแน่ล่ะ

 

 

Cr. ขอบคุณภาพประกอบจากซีรีย์ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

 

 

สำหรับเรา นอกจากเราจะเคยได้ยินคำนี้มาค่อนข้างบ่อยแล้ว เรายังบอกตัวเองได้เลยว่าเราเคยสัมผัสมันมามากเช่นกันค่ะ แต่ก่อนทั้งโรงเรียนประถมและมัธยมของเราก็จะมีกีฬาสี แต่ของโรงเรียนมัธยมมันจะจริงจังกว่าหน่อยๆ คุณครูมีบทบาทน้อยลง ส่วนเด็กมัธยมปลายก็จะมีบทบาทมากขึ้นไปตามลำดับ รุ่นพี่จะคอยทั้งจัดสรรเรื่องสีและดูแลรุ่นน้องๆ ลงมา แต่เรื่องแปลกอย่างหนึ่งก็คือ กีฬาสีของแทบทุกโรงเรียนในประเทศไทย จะไม่เน้นด้านกีฬาเลยสักนิด หากแต่กลับไปเน้นตรงเชียร์ลีดเดอร์ สแตนเชียร์ การแปรอักษร การร้องเพลง การตะโกนเชียร์แข่งกันให้ดังที่สุด จนสมัยเรายังเป็นรุ่นน้องในสีก็เคยนึกอยากตะโกนบอกรุ่นพี่อยู่เหมือนกันว่าเปลี่ยนชื่อจากกีฬาสีเป็นเชียร์สีเถอะนะคะ

 

ซึ่งแน่นอนว่าการจะได้มาซึ่งสแตนเชียร์สวยๆ เสียงดังๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องแลกมาด้วยการฝึกซ้อมและหยาดเหงื่ออยู่แล้ว พูดอย่างนี้ก็ยังฟังดูดีอยู่ใช่มั้ยคะ ก็เป็นการฝึกความพยายามของนักเรียนดีนี่! แต่เราจะพยายามไปเพื่ออะไรกันคะ เพื่อขนมปี๊บกล่องใหญ่หนึ่งกล่อง เพื่อข่มสีอื่นที่ก็เป็นเพื่อนเราเหมือนกัน เพื่อสร้างคติให้ตัวเองว่าเราเจ๋งที่ตะโกนเสียงดังกว่าได้ หรืออะไรกันแน่... ถ้ายังตอบตรงนี้ไม่ได้ แล้วจะแน่ใจได้ยังไงคะว่าความพยายามนั้นมันไม่สูญเปล่า 

 

อีกอย่างก็คือ เราทุ่มความพยายามของเราลงไปถูกจุดหรือเปล่า อันนี้ก็ยิ่งน่าคิดเข้าไปใหญ่เลยค่ะ ยกตัวอย่างง่ายๆก็โรงเรียนเก่าเราเอง เป็นโรงเรียนประจำ ตอนนั้นเราอยู่ม.1ค่ะ และนักเรียนชั้นม.1ทุกคนต้องนอนตอนสามทุ่ม มีเวลาทำการบ้านแค่2ชั่วโมง คือหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่มเท่านั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไร เพื่อนๆ ทุกคนก็บ่นกันอยู่แล้วว่าเวลาทำการบ้านมันน้อยนิดเอามากๆเมื่อเทียบกับปริมาณการบ้านที่คุณครูแต่ละวิชาสั่ง ถึงอย่างไรก็ยังจะพอทำกันทัน แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ค่ะพอเข้าช่วงกีฬาสีปุ๊บ ช่วงเวลาทำการบ้านนั้นก็โดนยึดไปโดยที่ตัวเราเองไม่ได้สมัครใจเลยค่ะ รุ่นพี่ต่างก็บังคับให้พวกเราไปซ้อมสแตนเชียร์จนถึงสามทุ่ม พอสามทุ่มคุณครูก็มาบอกให้เข้านอนตามกฎโรงเรียนอีก กลายเป็นว่าการบ้านก็ไม่เสร็จสิคะคุณขา เป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้วด้วยค่ะ แทบจะตั้งแต่ตอนโรงเรียนเริ่มเปิดมาเลย ซึ่งเราก็ทราบมาเหมือนกันว่ากีฬาสีเป็นเหมือนประเพณีอันสำคัญของโรงเรียนไทยหลายๆโรงเรียนไปแล้ว มันทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า...เอ๊ะ กีฬาสีมีความสำคัญอะไรขนาดนั้น ถึงทำให้เราต้องสืบทอดกันมาเป็นประเพณี อย่างที่บอกคือ จะว่าเป็นการฝึกความพยายามก็ฟังไม่ค่อยขึ้น แถมยังเป็นการพยายามที่กินเวลาซึ่งเราควรจะนำไปใช้ทำสิ่งที่มีประโยชน์กว่านี้ได้อีกในบางเคส นอกจากนั้น การที่เวลากีฬาสีกินเวลาทำการบ้าน ประกอบกับการที่รุ่นพี่เข้มงวดในการซ้อมสี ก็ทำให้รุ่นน้องบางคนในโรงเรียนเราเคืองๆ รุ่นพี่ รุ่นพี่เองก็เคืองรุ่นน้องที่ไม่ใส่ใจสีมากพอเช่นกัน กลับกลายเป็นว่า มันคือความพยายามที่สร้างความแตกแยกไปอีกค่ะ

 

 

Cr. ขอบคุณภาพประกอบจากซีรีย์ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

 

 

และความแตกแยกก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น เหมือนที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ โรงเรียนประสบพบมา พอแบ่งสีกันบางทีเราก็จะได้อยู่คนละสีกับเพื่อนใช่ไหมล่ะคะ ทีนี้ล่ะ...สงครามมาเลย! สีฉันแปรอักษรสวยกว่า สีฉันแข่งกีฬาชนะ สีฉันเชียร์ดังกว่า สีฉันเชียร์ลีดเดอร์เต้นดีกว่า มาหมดล่ะคะสารพัดสิ่ง บางครั้งก็แซวกันเล่นๆ แต่บางกรณีก็เขม่นกันจริงจนแม้กระทั่งจบกีฬาสีแล้วก็ยังไม่เลิกเขม่นเลยด้วยซ้ำ มันจะมีด้วยนะคะที่ประกาศสีผู้ชนะแล้วสีอื่นรับไม่ได้ ก็ไปพาลหาว่าสีที่ชนะนั้นโกงอีกค่ะ สถานการณ์จะไม่ย่ำแย่ขึ้นได้ยังไง เสียเพื่อน เสียมิตรภาพกันไปเลยสิคะงานนี้

 

ถ้าถามว่าเราได้อะไรตอบแทนกลับมาบ้างในกีฬาสีนอกจากขนมปี๊บหนึ่งกล่อง ก็นึกไม่ออกเลยค่ะ ถ้วยรางวัลก็ต้องคืนครู ความภูมิใจเหรอก็ไม่เชิง เพราะสุดท้ายทุกอย่างที่ทำในกีฬาสีก็ไม่ได้เอาไปใช้ได้ในระยะยาวเลย ผ้าเชียร์ก็ต้องทิ้ง เพลงเชียร์เดี๋ยวก็ลืม (เว้นแต่จะเป็นเพลงฮิตติดหูนะคะ ฮ่าๆ) และเอาจริงๆถึงจำได้ไปก็เอาไปร้องประกวดอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำไปค่ะ

 

 

Cr. ขอบคุณภาพประกอบจากซีรีย์ ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น

 

 

สรุปแล้ว กีฬาสี หรือที่หลายคนนิยามว่ามหกรรมความแตกแยกแลกขนมปี๊บนั้นมันคุ้มค่ากันไหมคะ ความแตกแยกที่เกิดขึ้น เวลาที่เสียไป มันใช้ขนมปี๊บกล่องหนึ่งหรือสองกล่องทดแทนกลับคืนมาได้หรือเปล่า ตรงนี้เราว่าหลายๆ คนก็น่าจะมีคำตอบในใจดีอยู่แล้วเนอะ

 

ไม่ใช่ว่าจะโจมตีกีฬาสีไปซะทีเดียวนะคะ ถ้าบางคนทำมันแล้วสนุก ไม่แตกแยก นั่นก็ดีไปค่ะ แต่เราเห็นน้อยกรณีมากๆที่จะไม่ทะเลาะกับเพื่อนเลยสักนิดเดียวในกีฬาสี อย่างน้อยมันก็ต้องมีบ้างแหละ! ไม่ว่าจะแตกแยกเล็กๆหรือใหญ่โตมโหฬารก็ตาม

 

สุดท้ายนี้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เสมอนะคะ ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ชอบกีฬาสี แล้วเผลอมาอ่านบทความเรา ก็โปรดอย่าตบเราเลยค่ะ 55555555 คุยกันดีๆ นะ

 

 

 

 

บทความจาก นิตยสาร สยาม เอ็ดตะโร ฉบับที่ 18 ( www.siamedtaro.com )

 

แชร์ เรื่องเอ็ดตะโร

บทความ เอ็ดตะโร ล่าสุด

โคตรหยำ 10 อันดับตัวละครสุดอ่อนในโลกอนิเมะจากใจแฟนๆ ชาวญี่ปุ่น

3 คะแนนสอบพื้นฐาน จะสมัคร TCAS ต้องใช้

9 เทคนิคการเดาข้อสอบ ขั้นเทพ

Portfolio 10 หน้า มีอะไรบ้างมาดูกัน

 

 

 

 

 

สนับสนุนโดย

นิตยสารเผือกวงการศึกษาประเทศไทย

804 ซอยเพชรเกษม 88 แขวงบางแคเหนือ
เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 10160

Email : siamedtaro@gmail.com
Phone : 08-5151-0100

Design By Webunique

แบบฟอร์มติดต่อเรา